สตีฟ จ็อบส์ โดยวอลเตอร์ ไอแซคสัน
ทำไมต้องอ่านสตีฟ จ็อบส์จากหนังสือเล่มนี้
สุทธิชัย หยุ่น บก.ของหนังสือ “สตีฟ จ็อบส์ โดย วอลเตอร์ ไอแซคสัน” พูดในงานเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ว่า ความอัจฉริยะของจ็อบส์ คือ การเลือกไอแซคสันมาเขียนหนังสือที่เกี่ยวกับตัวของเขาเอง และสาเหตุที่จ็อบส์เลือกไอแซคสันให้เขียนหนังสือเล่มนี้ ก็เพราะไอแซคสัน “เก่งในการทำให้คนพูดอะไรออกมา” และข้อมูลของหนังสือเล่มนี้ ไอแซคสันได้คุยกับสตีฟ จ็อบส์กว่า 40 ครั้ง ในช่วงเวลา 18 เดือนในการเก็บข้อมูล (ซึ่ง ณ เวลานั้น คือ เริ่มต้นในปี 2009 คือ ช่วงเวลาที่จ็อบส์พักงานและเข้ารักษาตัวเป็นครั้งที่สองแล้ว) และยิ่งไปกว่านั้น ไอแซคสันยังต้องทำให้คนอีกกว่า 100 คนพูดถึงสตีฟ จ็อบส์ ซึ่งในบรรดากว่า 100 คนที่เขาไปสัมภาษณ์นั้นมีทั้งรักทั้งชังสตีฟ เป็นทั้งมิตรเป็นทั้งศัตรู เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานเป็นทั้งคู่แข่ง และก็แน่นอนรวมถึงครอบครัวของเขาด้วย
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือที่สำคัญที่สุด ถ้าคุณต้องการรู้จักสตีฟในสิ่งที่สตีฟเป็น ที่สะท้อนผ่านการพูดคุยกับไอแซคสัน และสะท้อนผ่านผู้คนรอบตัวของสตีฟ
ตัวตนของสตีฟ จ็อบส์
ส่วนผสมในตัวตนของสตีฟ ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างอย่างมีเหตุมีผล ไอแซคสันพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาส่วนผสมต่างๆ ของสตีฟที่ทำให้สตีฟกลายเป็นบุคคลที่ถูกเรียกว่า “ศาสดา” ตัวอยางที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ เรื่องศาสนา ในวัยเพียง 13 ปี สตีฟซึ่งต้องไปโบสถ์ตามการเลี้ยงดูที่ควรจะเป็นในสังคมอเมริกาก็เริ่มตั้งคำถามท้าทายความเชื่อของเขากับบาทหลวงที่โบสถ์ว่า
พระเจ้าทรงทราบถึงเรื่องเด็กผู้หญิงสองคนบนปก Life Magazine หรือไม่

แต่เมื่อคำตอบของบาทหลวงที่ให้กับสตีฟเป็นเพียงการให้เชื่อมั่นในพระเจ้าเท่านั้น สตีฟจึงหันหลังให้กับแนวทางศาสนานี้และพยายามค้นหาคำตอบด้วยหลักการที่เป็นเหตุเป็นผลมากกว่า ซึ่งในเวลาต่อมาสตีฟได้คำตอบเชิงประสบการณ์ทางจิต การนั่งสมาธิ และวิถีแบบเซน จากหนังสือ Zen mind, Beginner’s mind โดยชุนเรียว ซูซูกิ, Autobiography of Yogi โดย โยคีโยคะนันทะ ฯลฯ มากกว่าแนวทางศาสนาคริสต์ที่ให้ศรัทธาในหลักการ และ เชื่อมั่นในพระเจ้า

และสำหรับชุนเรียว ซูซูกิ กับสตีฟ จ็อบส์ก็ได้พบกัน ในเวลาต่อมา ซึ่งก็เป็นอย่างที่คำสอน Zen สอน คือ “เมื่อใดก็ตามที่คุณตั้งใจจะเดินทางข้ามโลกไปหาอาจารย์ อาจารย์จะมาหาคุณถึงบ้าน” เพราะ ชุนเรียว ซูซูกิ มาเปิดศูนย์ศึกษาวิถีเซนถึงซานฟรานซิสโก ซึ่งทำให้สตีฟได้ศึกษาเซนมากขึ้น และกลายเป็นสาวกที่เคร่งครัด
และผลสำคัญ คือ ทำให้สตีฟเป็นคนมีโฟกัสในการทำงานค่อนข้างสูง การบริหารผลิตภัณท์ของ Apple ในภายหลังจึงพยายามโฟกัสอยู่ที่ผลิตภัณท์ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ ในปี 1997 เมื่อสตีฟกลับเข้ามาบริหาร Apple ที่กำลังจะเจ๊ง หลังจากที่ถูกบีบให้ออกจากบริษัทที่เขาตั้งขึ้น เขาคิดว่าปัญหาสำคัญของ Apple คือ ขาดโฟกัส จึงสั่งให้ยุติการพัฒนาบริหารจัดการผลิตภัณท์ของ Apple ทั้งหมดซึ่งตอนนั้นมีกว่า 40 ชิ้นให้เหลือเพียง 4 ชิ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ ความเป็น Zen ที่เน้นความเรียบง่ายทำให้แนวทางการพัฒนาผลิตภัณท์ของ Apple นั้น เน้นที่ความเรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพสูงสุด สตีฟจึงพยายามใช้โทนที่เป็นพื้นฐานที่สุดอย่างสีขาวและดำในการสร้างสรรค์ผลิตภัณท์ต่างๆ และไม่ให้มีปุ่มกดอะไรมากเกินความจำเป็น

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี พูดถึงการเข้าใจสตีฟ จ็อบส์ว่า ถ้าอยากรู้จักจ็อบส์ แต่ไม่รู้จักของเหล่านี้ คงไม่สามารถเข้าใจไม่ได้
คือ Zen, Idol ของสตีฟ จ็อบส์ และความเป็น Perfectionist
วอลเตอร์ ไอแซคสันพยายามพูดถึงบรรดา Idol ของสตีฟซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ผลิตงานที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ซึ่งในความชื่นชอบของสตีฟต่อบุคคลเหล่านั้น สตีฟได้ศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านหนังสือ จนในที่สุดเขาและเธอเหล่านั้น ก็ปรากฏในโฆษณาชุดสำคัญของ Apple ในชื่อ Think Different (1997)
ความเป็น Perfectionist
สตีฟเป็นคนที่สนใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทุกอย่างเกี่ยวกับผลิตภัณท์ของเขา ภายในเครื่อง Mac ipod ipad iphone ทุกชิ้นของเขาจะถูกวางรายละเอียดสายไฟ ช่องต่อตัวชิปต่างๆ จะต้องเป็นระเบียบ แม้ว่าจะมีเพียงช่างซ่อมเท่านั้นที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ นอกจากนี้ เขายังพยายามอย่างยิ่งที่จะต้องดึงคนที่เก่งในแต่ละด้านเข้ามารวมตัวกันที่ Apple และพยายามที่จะควบคุมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ Apple โดยไม่แบ่งให้ใครแม้แต่เพื่อนที่ร่วมก่อตั้ง Apple ก็ตาม กรณีที่พูดถึงนี้ คือ กรณีที่ สตีฟไม่ยอมให้บริษัท frogdesign ที่ทำงานให้ Apple ออกแบบรีโมตคอนโทรลตัวใหม่ให้กับสตีฟ วอซเนียกหนึ่งในเพื่อนตั้งแต่เด็กที่โตมากับเขาและร่วมกันตั้งบริษัท Apple ซึ่งทะเลาะกันในวิธีการทำงาน จนในที่สุดต้องการที่จะลาออกมาผลิตรีโมตคอนโทรลเพื่อเป็นผลิตภัณท์ของเขาเองและต้องการให้ frogdesign ออกแบบรีโมตตัวนี้ แต่สตีฟไม่ยอมให้ frogdesign ออกแบบให้วอซเนียก โดยอ้างสัญญาของ frogdesign ที่ติดอยู่กับ apple

จอห์น สคัลลี่ย์ อดีต CEO Pepsi หนึ่งในบุคคลที่สตีฟพยายามตามง้อตามจีบให้เข้ามาบริหาร Apple เพราะเขาเชื่อว่าการจีบคนที่เคยบริหารสินค้าที่เป็นลูกค้าทั่วไป จะช่วยให้ Computer Apple เป็นสินค้าสำหรับทุกคนบนโลกนี้ด้วย และจึงเกิดวลีสำคัญที่สตีฟยิงหมัดตรงใส่สคัลลี่ย์ว่า “คุณอยากใช้เวลาทั้งชีวิตขายน้ำหวานอยู่อย่างนี้ หรือ อยากมาร่วมกันพลิกโลกกับผม” และวิธีคิดของจ็อบส์ที่พยายามสรรหาคนเก่งเข้ามาใน Apple เป็นทั้งแรงกระตุ้นให้ทีมงานและตัวเขาเองระเบิดศักยภาพในการงานตลอดชีวิต
ความเป็น Perfectionist ของจ็อบส์จึงสามารถแสดงออกให้เห็นชัดเวลาทำงาน เพราะสตีฟชอบที่จะควบคุมทุกอย่าง ทุกขั้นตอนในการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้สตีฟไม่แยกระหว่างโลกที่เป็นงานวิทยาศาสตร์ – เทคโนโลยี – โปรแกรมเมอร์ ออกจาก งานออกแบบ ความสวยงาม ความกลมกลืน นี่จึงเป็นจุดแข็งที่มีของ Apple ที่พัฒนาหลักคิดที่ผสมผสานศาสตร์และศิลป์ให้อยู่บนเส้นทางเดียวกัน ตั้งแต่ต้นจนจบ ตัวอย่างเช่นในร้าน Apple Store ที่เป็นปลายทางของผลิตภัณท์ Apple ก่อนที่จะถึงมือลูกค้า สตีฟก็ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกสีของร้าน วัสดุที่ทำพื้น บันได และการให้บริการใน genius bar

นี่คือ ร้าน Apple Store ร้านแรกที่เปิดเมื่อปี 2001 ตั้งอยู่ใน ไทสัน คอนเนอร์ รัฐเวอร์จิเนีย
Genius Bar คือ ชื่อที่สตีฟ จ็อบส็ให้คนไปยื่นเครื่องหมายการค้าของ Apple ใน Apple Store ซึ่งเรื่องนี้ รอน จอห์นสันผู้ดูแลธุรกิจ Apple Store ที่จ็อบส์เลือกมาทำงานนี้ ทีมงานแล้วให้ทีมงานแชร์ประสบการณ์ที่ดีที่สุดที่เคยได้รับบริการมา แล้วได้ข้อสรุปว่าจะหาคนเก่งที่สุดของ Mac ไปเป็นพนักงานประจำ Bar เพื่อบริการลูกค้าและตอบคำถามได้ทุกเรื่อง และเมื่อมาเสนอให้สตีฟ จ็อบส์ฟัง เขาสวนทันทีว่า “คิดอะไรบ้าๆ” และวิจารณ์ทันที แต่ในวันต่อมา Genius Bar กลับกลายเป็น เครื่องหมายการค้าของ Apple ใน Apple Store ทันที 555+
และปี 2006 ที่ถนนฟิฟธ์อเวนิว ในแมนฮัตตัน Apple Store กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาว Apple ผู้เทินทูนศาสดาจ็อบส์ด้วย Icon แบบมินิมอลลิสต์ที่สตีฟสร้างสรรค์มันขึ้นมาทุกขั้นตอน


บันไดกระจกในภาพ คือ 1 ในสิทธิบัตรของสตีฟ ที่ทำจากกระจกทั้งหมดและส่วนรับน้ำหนักเป็นไทเทเนียม และพื้นที่เห็นเป็นหินทรายเปียตราสีเทา จากเซเรน่า อิตาลีที่สตีฟย้ำว่าต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น

กระจกที่สตีฟดูอยู่นั้น เป็นกระจกที่เขาสร้างเตาอบใหม่ที่ประเทศจีนเพื่อสร้างมันขึ้นมา เพราะเทคโนโลยีที่มีอยู่นั้นทำให้กล่องลูกบาศก์ที่เห็นจะต้องเตี้ยลง 1 ฟุต (แล้วถ้านี่ยังไม่พอกับคำว่า Perfectionist ผมคงจินตนาการถึงคำนี้ไม่ออกจริงๆ ครับ)
และแม้ว่าโลกจะยกให้เขาเป็นเจ้าพ่อคีย์โนต (โปรแกรมนำเสนอบนหน้าจอ เหมือน Powerpoint แต่เป็นของ apple Inc.) สำหรับการนำเสนอผลงานต่างๆ แต่สตีฟกลับไม่ชอบการนำเสนอด้วยคีย์โนตในการประชุม เขามักโบกมือปัดปฏิเสธคนที่มาคุยกับเขาด้วยโปรแกรม PowerPoint / Keynote แล้วให้ข้ามๆ ไป คุยเรื่องเนื้อๆ ดีกว่า เพราะเขาเชื่อว่าการพูดกัน ถกเถียงกัน บนไวท์บอร์ดสำคัญกว่าและรู้รายละเอียดได้ดีกว่า ซึ่งเขามักจะเป็นคนที่ควบคุมเนื้อหาการเขียนบนไวท์ ในการประชุมที่เขาอยู่ด้วย

นี่ คือ ภาพแรกของสตีฟ ที่นิตยสาร Inc. นำมาลงพร้อมกับ Apple II ที่สร้างชื่อให้สตีฟ “This man has changed business forever”

การเลียนแบบ การขโมย ในโลกของสตีฟ
สตีฟ จ็อบส์มักอ้างถึง ปิกัสโซ่ที่เคยพูดว่า “ศิลปินที่ดีเลียนแบบ แต่ศิลปินที่ยิ่งใหญ่” เพื่ออธิบายการโจรกรรมครั้งยิ่งใหญ่แห่งวงการคอมพิวเตอร์ เมื่อสตีฟและทีมงานต่อรองกับผู้บริหาร Xerox เพื่อให้ทีมงานนักวิทยาศาสตร์ นักพัฒนาผลิตภัณท์โชว์ขีดความสามารถทั้งหมดที่นักพัฒนาที่ Xerox มีเพื่อแลกกับการขายหุ้น 10 เปอร์เซนต์ของ Apple ให้ Xerox ในการโชว์ครั้งนั้น ทำให้ สตีฟ จ็อบส์ ตื่นเต้นและรีบลงมือทำงาน และนั่นนำคอมพิวเตอร์ไปสู่ผู้บริโภครายย่อยที่นักพัฒนาของ Xerox เป็นต้นคิดได้ทันที
และหนึ่งในม็อตโตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสตีฟ จ็อบส์อย่างคำว่า “stay hungry, stay foolish” – จงหิวโหย จงโง่เขลา เขาก็มาจากหนังสือ The whole earth catalog ซึ่งสตีฟเป็นแฟนตัวยง โดยเฉพาะฉบับสุดท้ายที่เขามักจะนำติดตัวไปมหาวิทยาลัยด้วย
(ภาพปกหลังของ The whole earth catalog ที่มีวลีอันลือลั่นของสตีฟ “stay hungry, stay foolish”)
ด้านมืดที่น่ารังเกียจของสตีฟ
ความน่ารังเกียจอันแรกๆ ที่บรรดาผู้คนที่ต้องทำงานกับสตีฟ โดยเฉพาะเมื่อไม่รู้จักสตีฟมาก่อนมาต้องเจอคือ สภาพที่ดูรกตา สปรก และที่สำคัญที่สุด คือ ตัวเหม็นฉึ่ง สตีฟเป็นคนเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขาทำจนไม่สนใจว่าคนรอบข้างจะคิดหรือทำอย่างไร สตีฟพยายามอธิบายว่าเขาทานอาหารมังสวิรัติผลไม้ คือ รับประทานแต่ผลไม้สด ผลไม้แห้ง และธัญพืช ทำให้เขาไม่มีกลิ่นตัว ไม่ต้องอาบน้ำบ่อยๆ แต่คนรอบข้างกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะทุกคนเมื่อต้องเดินคุยกับสตีฟต่างก็ตกใจกับกลิ่นตัวอันรุนแรงของเขา นอกจากนี้ ความสกปรกและพฤติกรรมร่างกายที่น่ารังเกียจแบบไม่ใส่รองเท้า ตีนดำ ล้างเท้าในชักโครกล้วนแล้วแต่เป็นพฤติกรรมที่พนักงาน Apple นั้นรู้ดี
ยิ่งไปกว่าพฤติกรรมภายนอก บุคลิกการทำงานของสตีฟ มักจะไม่สนว่าใครจะคิดอะไร ยังไง เขาพร้อมที่จะตะคอกใส่หน้าคนทุกคนที่เถียง ที่คุยกับเค้า ลูกน้องของเขาให้สัมภาษณ์กับไอแซคสันว่า เขา (สตีฟ) เป็นหัวหน้าที่แย่มาก เคยชอบสตีฟ แต่ทำงานด้วยไม่ได้ เพราะชอบเบี้ยวนัดเป็นประจำ ไม่เคยให้เครดิตใคร ชอบด่าลูกน้องแรง เคยด่าว่าโง่เง่า แต่ถ้าไอเดียไหนดีก็พร้อมจะฉกไปเล่าต่อราวกับเป็นไอเดียของเขาเอง เขาชอบตัดบท ไม่ยอมให้ใครพูด และที่สำคัญไม่ฟังใคร
ซึ่งผลที่ตามมา คือ ผู้บริหารและทีมงานหลายคนจึงไม่มีความสุขนักในการทำงานกับสตีฟ
สตีฟ จ็อบส์ โดยวอลเตอร์ ไอแซคสัน
หนังสือเล่มนี้ ให้ภาพของสตีฟในฐานะบุคคลคนหนึ่งที่มีครบทุกรสชาติ ที่เขียนมาทั้งหมด คือ น้ำจิ้มของหนังสือเล่มนี้เท่านั้น แต่การจะดื่มด่ำในรสชาติของชีวิตสตีฟแน่นอนต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ทั้งเล่ม
สำหรับผมของสรุปไว้ด้วยภาพ 2 ภาพที่ก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้ก็เป็นภาพธรรมดาๆ แต่เมื่ออ่านชีวิตของสตีฟแล้ว ผมมองภาพทั้งสองภาพนี้เปลี่ยนไปมากมายจริงๆ ครับ

ภาพสตีฟ จ็อบส์กับ Macintosh ปี 1984 ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่จุดประกายให้สตีฟเป็น icon สำคัญในวงการคอมพิวเตอร์ที่ยักษ์ใหญ่อย่าง IBM ได้ และแน่นอนไม่ใช่แค่ตัวคอมพิวเตอร์เท่านั้น สตีฟยังพยายามให้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ Macintosh ปฏิวัติตามไปด้วยอย่างวงการโฆษณาที่ดึงริดลีย์ สก็อตผู้กำกับชื่อดังมาสร้างโฆษณาที่ไม่ได้ขายผลิตภัณท์ แต่ขายวิธีคิดเรื่อง “การปฏิวัติ” “การโค่นยักษ์ใหญ่” แทน (ลองดูคลิปนี้แทนครับ)

นี่ เป็นอีกภาพที่ตอนแรกก็คิดว่าเป็นภาพที่ถ่ายเอา Art เฉยๆ แต่เมื่ออ่านจบแล้วกลับมามองอีกที ภาพนี้ คือ ภาพสตีฟในบ้านที่คูเปอร์ติโน เมื่อปี 1982 ในห้องรับแขกที่ไม่มีโซฟาหรือเฟอร์นิเจอร์อะไร เพราะเขาหาเฟอร์นิเจอร์ที่ดีสุดสำหรับเขาไม่ได้ หรือ อาจเป็นเพราะเขาชื่นชอบความเป็นมินิมอลลิสต์จัดจนคิดว่าของพวกนั้นไม่จำเป็นก็ได้ แต่ที่แน่ๆ ด้านหลังของเขา คือ เครื่องเสียงที่เป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบตั้งแต่เด็กที่ทำให้เขาได้ฟังเพลงและสื่อสารจากเหล่า Idol ทางดนตรีของเขา
และปิดท้ายด้วย เพลงโปรดของสตีฟ จ็อบส์
Here come the sun

*** ถ้าชอบจะกด Like หรือ Share คนเขียนจะดีใจมากครับ ***








0 Comments
Trackbacks/Pingbacks